2554-07-29

วิธีการตุ๋นนมวัวเพื่อใช้ในร้านกาแฟ

นมที่มีอยู่ในท้องตลาดมี 3 ชนิด ได้แก่ นมโคสด 100 % นมโคพร่องมันเนย นมโคขาดมันเนย
1. นมโคสด 100 % คือ นมที่รีดสดๆจากแม่โคและจำหน่ายโดยตรงจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค การฆ่าเชื้อโรคจะเลือกใช้วีธีการต้มหรืออุ่น ทีส่วนใหญ่เราเรียกว่า

2.นมโคพร่องมันเนย คือนมที่รีดจากแม่วัว และแยกมันเนยออกเพียงบางล่วน
3.นมโคขาดมันเนย คือนมที่รีดจากแม่วัวและแยกมันเนยออกเกือบหมด เรียกว่า หางนม(skim milk)

การตุ๋นนมวัว

ภาพจากnever-age.com

*นมสด 100% ให้ดูที่ข้างกล่อง จะเขียนคำว่า นมสดี แต่มีนมอยู่ 2 ชนิดที่มักจะไม่เข้าใจ คือนมพร่องมันเนย กับนมขาดมันเนย นมพร่องมันเนยดือ นมที่ตักมันเคยออกบางส่วนแล้วเอาเนยไปทาอยางอื่น อาจจะมีมันเนยอยูไม่กี่เปอรเซ็นต ส่วนนมขาดมันเคยคือแยกมันเคยออก เรียกว่า หางนม ส่วนใหญ่่มักจะนำ้ไปผสมกลี่นต่างๆ เช่น วานิลลา ชอคโกแลต น้ำตาลเข้าไป กินแล้วไม่เหมาะต่อสุขภาพ อาจเป็นโรคเบาหวานได้

*หางนม (skim milk) คือนมที่ แยกเอาไขมันออก มีสารอาหารครบเกือบทุกตัว ยกเว้น ไขมัน และวิตามินที่ละลายในไขมัน หางนมเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งมีคุณภาพสูง และมีแร่ธาตุพวก ca และ p ด้วย นอกจากนี้ยังมีและโตสอยู่เกือบเท่ากับที่มีอยู่ในน้ำนม ดังนั้นหางนมจึงใข้เปันอาหารที่ดี
ที่สุดของ สัตว์อ่อน และยังเป็นอาหารที่ดีที่สุด และเป็นแหล่งของโปรตีนนมและแร่ธาตุราคาถูกสำหรับมนุษย

การพาสเจอไรซ์ หมายอึงการทำให้อนุภาคของนมทุกอนุภาคผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 140 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นเวลานานอย่างน้อย 30 นาที หรือที่อุณนภูมิ 161 องศาฟาเรนไฮต เป็น
เวลา 15 นาที

ถ้าในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นมมีปริมาณไขมันสูง ควรใน้ผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 150 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นเวลา 30 นาทีหรืออุณหภูมิ 166 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นเวลา 15 นาที จนกระทั่งสามารถทำลายจุลีนทรีย์ที่เปันพีษได้ แต่ไม่ทำให้กลิ่นรสและส่วนประกอบของนมเปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิที่ใช้ในการพาสเจอไรซ์จะทำลายเชื้อรา ยีสต์ที่มีอยู่ในนมทั้งหมด ดังนั้นเราทำพาสเจอไรซ์เพื่อ

1.ทำลาย pathogenic bacteria ทุกชนิดที่ทำให้เกิดโรคคนและโรคสัตว์
2.ลดประมาณจุลินทรียทั่วๆไปใช้น้อยลง
3.ทำลายเอ็นไซม์ต่างๆในน้ำนม เช่น ipase,alkaline phosphatase
4.ทำให้อายุการเก็บรักษายาวนานขึ้น (ประมาณ 3 วันตามกฎหมาย)
5.รักษาคุณสมบัติให้เหมือนน้ำนมสดตามธรรมชาติการพาสเจอไรซ์ใม่เหมือนกับการสเตอริไรสั เนื่องจากวาการพาสเจอไรซจะทำลายจุลินทรียด้เพียง 95-99 0/0 เท่านั้น

ส่วนการสเตอริไรส์จะทำลายจุลินทรีย์ได้ทั้งหมด ประสิทธิภาพในการทำลายจุลินทรีย์ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ และเวลาในการพาสเจอไรซ์

ถ้าเราไม่มีเครื่องฆ่าเชื้อโรค ก็สามารถใช้หม้อต้มธรรมดา แล้วจึงใช้เทอร์โมมิเตอร์จับอุณหภูมิ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

เราจะต้องมีเตาแก๊สปิกนิกอีก 1 ใบ สำหรับเอาไว้ใช้กับหม้อสังขยา จึงจะสมบูรณ์แบบ และการตุ๋นนมโคนั้นจะมีความพิเศษตรงที่ว่าน้ำนมที่ตุ๋นออกมาแล้วจะมีความอร่อยหอมนมสดแท้ๆและไม่ต้องคำนึงว่านมในหม้อจะเกีดการไหม้ไฟ

วิธีการตุ๋นเราจะใช้น้ำเป็นตัวนาความร้อน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใช้หม้อ 2 ขนาดซ้อนกันใบลางจะใหญ่กว่าใบบน ใส่น้ำในหม้อใบล่าง ต้มด้วยไฟอ่อนๆจน เดือดที่ เห็นคือนมสดแท้ที ตุ๋นเสร็จเเล้ว ให้ผู้อ่านสังเกตคราบสีน้ำตาลข้างๆหม้อว่า นี่ขนาดใช้วิธีการตุ๋นด้วยน้ำร้อนยังทำให้เกิดคราบในหม้อของนมได้ ถ้าเราใช้วิธีการต้มโดยตรง เราจะดูแลน้ำนมในหม้อของเรค่อนข้างลำบากครับ

นมสดตุ๋นที่ตุ๋นสำเร็จแล้ว พร้อมนำไปประกอบเป็นเครื่องดื่มชนิดต่างๆอยากให้สังเกตแผ่นคราบทลอยบนหน้านานมวามลักษณะคล้ายของเต้าหู้ คราบนี่แหละคือ หัวของนมสดที่ถูกความร้อนแล้วแยกตัวลอยหน้าขึ้นมา เจ้าคราบหัวนมนี่เองที่คนส่วนใหณมักไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่ลูกค้าชอบให้ตักใส่ให้เพราะว่ามันอร่อย
ทีจริงแล้วเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เมื่อตัวออกไปหมดแล้ว น้ำนมที่เหลือก็จะเจือจางลง และความหอมเข้มข้นก็จะหายไปด้วยทางที่ดี หวังไว้ดีกว่า จะตักนมขายให้ลูกค้าครั้งใด ผู้เขียนแนะนำว่าให้ใ้วิธีคนให้ทั่วๆอย่างเบาๆ แล้วตักขายพร้อมกัน

การเตรียมนมโคนั้น ถ้าร้านกาแฟร้านใด จะเลือกใช้เป็นน้ำนมโคสดๆที่ตุ๋นแล้วนำไปใช้ชงเครื่องดื่มเพียวๆเลย ก็สามารถที่จะทำได้เลยและจะเข้มข้นดีด้วย แต่ยังมีร้านขายนมสดบางด้านจะมีเคล็ด

วิธีการเตรียมนมสดที่จะขายแต่ละวันไว้ 2 ชนิดคือ นมสดสำหรับงเครื่องดื่มชนิดเย็นทุกชนิด คือ นมเย็น กาแฟเย็น หรือเครื่องดื่มชนิดเย็นทุกชนิด จะต้องเตรียมนมวัวแท้ 100% 1 ส่วน น้ำสะอาด ฯ ส่วนนำมาผสมกัน และต้มด้วยไฟอ่อนปานกลางใน้เดือดพอนมเดือดจึงใส่ใบเตยหอมพอประมาณ หรือไฟให้เบาที่สุด เพื่อน้ำนมจะได้ร้อนตลอด หรือจะนำไปตุ๋นด้วยน้ำร้อนก็ได้ และเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ด้วยหรือถ้าลูกค้าท่านใดต้องการเป็นนมร้อน เครื่องดื่มผสมด้วยนมร้อนทุกชนิด ผู้อ่านจะต้องใช้เป็นนมโคสดแท้ 100% ห้ามมีส่วนผสมของน้ำมาชงให้ลูกค้าโดยเด็ดขาด เพราะนมร้อนจะไม่มีส่วนผสมต่าง ๆ เหมือนกับการชงนมเย็น เพราะในการดื่มนมร้อนถ้าไม่ใช้นมโคแท้ 100% มาชง มันจะทำให้รสชาติขาดหายไปส่วนการชงนมเย็นจะต้องมีส่วนผสมของนมสด นมข้นน้ำตาลทราย เข้ามาผสมเพิ่ม เพื่อที่ว่ารสชาติที่ได้ออกมาจะเข้มข้นเพราะต้องนำไปผสมกับน้ำแข็ง

2554-06-24

Thom Artisan Coffee

วันนี้มีตัวอย่างร้านกาแฟสดที่น่าสนใจมาฝากครับ ให้ลองศึกษษข้อมูลเพื่อเป็นไอเดีบธุรกิจร้านกาแฟ เผื่อจะนำไปใช้ได้ต่อไปในการจัดการร้านกาแฟของคุณเองต่อไป

Thom Artisan Coffee

ร้านกาแฟ Thom Artisan Coffee ของคุณ ธวัชชัย โศภนะศุกร์ ร้านกาแฟติดล้อ ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องสถานที่
หลังจากลองทำงานมาหลายอย่างแล้ว แต่ก็ใม่ประสบความสำเร็จ คุณธวัชชัยจึงตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Thom
Artisan Coffee โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2548 ปัจจุบันก็เกือบครบสามปีแล้ว ด้วยความที่ชอบกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงประกอบกิจการกาแฟอย่างมีความสุข ถึงตอนนี้เขาเปิดร้านกาแฟในจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้วสองแห่ง
แห่งหนึ่งเป็นร้านกาแฟบนรถตู้ซึ่งจอดขายประจำอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัยเขียงใหม่ อีกแห่งหนึ่งเป็นร้านคั่วและจำหน่ายกาแฟ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต

Thom Artisan Coffee

เขาตัดสินใจเปิดร้านกาแฟบนรถตู้ Thom Artisan Coffee ไม่ใช่เพื่อความแตกต่างหรือความแปลกใหม่อะไร แต่เป็นเพราะเหตุผลด้านการเงิน เนื่องจากไม่มีเงินทุนมากพอที่จะเปิดเป็นร้านได้ เขาจึงนำรถตู้ที่มีอยู่ที่บ้านมาดัดแปลงเป็นร้านกาแฟ แต่ก็มีข้อจำกัดคือไม่สามารถจัดพื้นที่ให้ลูกค้านั่งพักได้อย่างเต็มที่ จะมีก็เพียงพื้นที่ด้านข้างรถซึ่งรองรับลูกค้าได้ประมาณ 4-5 คนและพื้นที่ด้านหลังรถอีกเล็กน้อย ถึงแม้จะมีข้อเสียด้านพื้นที่ที่มีจำกัด แต่ร้านกาแฟบนรถตู้ก็ยังมีข้อดีที่แตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไปคือ เขาสามารถย้ายร้านกาแฟของเขาไปตามที่ต่างๆ ได้ จริงอยู่ที่เขามักจะจอดขายประจำอยู่ด้านหลังมหาวิฬยาลัยเชียงใหม่ แต่หากมีคนต้องการให้ Thom Artisan Coffee ไปบริการตามที่ต่างๆ เขาก็สามารถทำใด้ อย่างเช่น ตามกองฝ่ายนอกสถานที่เพื่อให้บริการเครื่องดื่มแก่นักแสดงและทีมงาน หรือคณะทัวร์ที่ต้องการสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวในด้านการตกแต่ง คุณธวัชชัยคิดว่าคนไทยเติบโตมากับบ้านไม้ เขาจึงตกแต่งร้านกาแฟบนรถตู้ของเขาด้วยไม้ โดยนำมาทำเป็นพื้นและเพดานของรถ เขารู้สึกว่าการใช้วัสดุที่ทำจากไม้มาตกแต่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าน ไม้ที่เขาเลือกใช้เป็นไม้ที่มีเนื้อไม้สีอ่อนอย่างเช่น ไม้สีดาเพื่อทำให้ดูสว่าง ส่วนร้านคั่วกาแฟในริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ตตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น เนื่องจากเช่าพื้นที่ของทางซุปเปอร์มาร์เก็ต เขาจึงไม่สามารถปรับแต่งพื้นที่โดยใช้ไม้ได้ เพราะจะทำให้ดูแปลกแยกจากร้านอื่นๆ ในบรีเวณนั้น

นอกจากร้านกาแฟแบบเคลื่อนที่แล้ว จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Thom Artisan Coffee ก็คือเมล็ดกาแฟที่เลือกใ้ช้เพราะนอกจากกาแฟสใตล์อิตาลีทั่วไปอย่างเอสเพรสโซแล้ว ร้านแห่งนี้ยังมีกาแฟสูตรพิเศษอย่างพีเบอร์รี่คอฟฟี่ อีกด้วยเมนูนี้ทำจากเมล็ดกาแฟพีเบอร์รี่ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายเมล็ดถั่ว เนื่องจากกาแฟพีเบอร์รี่ค่อนข้างหายาก ราคาของเมล็ดกาแฟชนิดนี้จึงค่อนข้างสูง และนี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีการโฆษณาประชาลัมพันธ์กาแฟชนิดนี้อย่างแพร่หลายในท้องตลาด Thom Artisan Coffee จอดขายประจำอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่กลุ่มลูกค้าหลักของร้านนี้กลับไม่ใช่นักศึกษา แต่เป็นกลุ่มคนทำงานเสียมากกว่า เพราะนอกจากมหาวิทยาลัยแล้ว ในบริเวณนั้นยังมีธนาคาร สถานที่ราชการและสำนักงานอีกหลายแห่งผลตอบรับจากลูกค้าก็เป็นที่น่าพอใจ

คุณธวัชชัยกล่าวว่าในช่วงแรกเขาขายกาแฟได้ปีละ 400-500 กิโลกรัม ปัจจุบันเขาขายได้ปีละ 3 ตัน ซึ่งก็นับว่าเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับกิจการร้านกาแฟในประเทศไทย เขากล่าวว่า “ระยะหลังมานี้ลูกค้าจะเริ่มติดในตัวคนขาย และติดรสชาติของกาแฟด้วย” คุณธวัชชัย เชื่อว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะลูกค้าทราบว่ากาเเฟของเขาไม่เหมือนกับที่อื่น เขาจะให้ความสำคัญและใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่การคั่ว การชง คุณภาพของกาแฟ รวมทั้งการบริการ ดังนั้นจึงมีลูกค้า แวะเวียนมาอุดหนุนที่ร้าน Thom Artisan Coffee อยู่เป็นประจำนอกจากความรักและความใส่ใจในการประกอบธุรกิจกาแฟแล้ว คุณธวัชชัยยังตั้งใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองอีกด้วย โดยไปศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับกาแฟจากศูนย์วิจัยและพัฒนากา แฟบนทีสูง ภาควิชาพืชสวนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนำมาปรับใช้กับร้านกาแฟของเขานอกจากด้านทั้งสองแห่งในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว

ตอนนี้คุณธวัชชัยก็กำลังวางแผนขยายสาขาเพิ่มอีกสองแห่ง โดยอยู่ในเชียงใหม่หนึ่งแห่ง และในกรุงเทพฯ อีกหนึ่งแห่ง แต่เมื่อถามถึงการจำหน่ายเป็นแฟรนไชส์ คุณธวัชชัยกล่าวว่า เขาทราบดีว่าการควบคุมคุณภาพให้สมบูรณ์แบบในระบบแฟรนไชส์นั้นทำได้ยาก ประกอบกับข้อจำกัดของกาแฟพีเบอร์รี่ ทำให้เขาไม่ต้องการที่จะทำให้ Thom Artisan Coffee เป็นร้านระบบแฟรนไชส์

คุณธวัชชัยกล่าวว่า การเปิดร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จจะต้องมีจุดยืนเป็นของตนเอง ต้องชอบดื่มกาแฟ มี
ความตั้งใจจริง มีความรักในอาชีพนี้และต้องศึกษาหาความรู้อย่างลึกซึ้ง เพียงแค่นี้ร้านของคุณก็จะสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในรูปแบบของคุณเองตราบใดที่ล้อทั้งสี่ของร้านกาแฟบนรถตู้ Thom Artisan Coffee ยังคงหมุนไปอย่างต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของเจ้าของร้าน ธุรกิจของเขามักจะไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่อย่างแน่นอน

อ่านแล้วเป็นไงบ้างครับ ได้ไอเดียอะไรในการปรับปรุงร้านกาแฟของตัวเองบ้างหรือยัง ถ้ายัง ก็ต้องศึกษากันต่อไป เพราะธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจที่มาพร้อมการหาความรู้แบบไม่หยุดนิ่ง


ที่มาภาพและข้อมูล หนังสือ คู่มือการเปิดร้านกาแฟฉบับสมบรูณ์

2554-06-09

เปิดร้านกาแฟ ต้องใช้ทุนเท่าไหร่?

การเปิดร้านกาแฟสักแห่งย่อมต้องใช้เงินลงทุน แต่จานวนเงินลงทุนก็แตกตาเกินไปตามขนาดของร้าน ตั้งแตร้านขนาด เล็กหรือเคาน์เตอร์บาร์กลางแจ้งแบบไม่มีทีนั่ง ไปจนถึงร้านขนาดใหญ่แบบมีที่นั่ง มีพื้นที่ 150-200 ตารางเมตร ซึ่งใช้เงิน ทุนตั้งแต่สามแสนถึงห้าแสนไปจนถึงหกล้านเลยก็มี ส่วนการใช้เงินที่มากถึงหลักสิบล้านในการสร้างร้านกาแฟนั้น สิ่ง สำคัญก็คงกำหนดจากรูปแบบการดำเนินกิจการ จำนวนและระดับของอุปกรณ์ และยังมีขนาดของกิจการ บรรยากาศของ กิจการรวมทั้งอุปกรณ์การตกแต่งด้วย

เปิดร้านกาแฟสด

ภาพจากtoplaza.com

**ตัวอย่างกรณ๊ศึกษา ร้านกาแฟในใต้หวัน ความแตกต่างอยู่ที่ ราคาเช่าที่ ที่แพงกว่าและการตกแต่งที่สูง ทำให้ใช้เงินลงทุนมากกว่าบ้านเรามากนัก แต่ก็พอเป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบได้

อวี๋หย่งควนเจ้าของร้านหนัวเวยเซินหลินและเฉินยุ่ยหยงเจ้าของร้านหมี่หลางฉีอาศัยประสบการณ์หลายปีในการเปิดร้านกาแฟมาวิเคราะห์สภาวะการแข่งขันในตลาดปัจจุบันว่าการเปิดร้านกาแฟในปัจจุบันอย่างน้อยต้องมีเงินสามล้านหยวนจึงจะสามารถเปิดร้านกานนฟที่มีพื้นที มีคุณภาพและมีความสามารถในการแขงขันได้

เงินลงทุนในการเปิดร้านจริงๆ แล้วควรจะคำนวณอย่างไร? หากดูจากคำแนะนำของเจ้าของร้านอาวุโสทั้งหลาย แล้ว ก็มีดังนี้ :

**เงินลงทุนทั้งหมด = ค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน + เงินทุนหมุนเวียนในช่วง 3-6 เดือน

*ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเปิดร้านกาแฟ = ค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นกิจการ + อุปกรณ์ + การติดตั้งภายในร้าน + เคาน์เตอร์บาร์ + การติดตั้งห้องครัว + การตกแต่ง + การซื้อวัตถุดิบเข้าร้านครั้งแรก

. ใ้ช้จ่ายในการเริ่มต้นกิจการ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจ้างพนักงานประจำ ค่าเช่าก่อนเปิดกิจการ เงินประกัน เป็นต้น
. อุปกรณ์: เครื่องชงกาแฟ เครื่องบดเมล็ด ภาชนะ เป็นต้น
. การติดตั้งภายในร้าน: เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง เคาน์เตอร์เก็บเงิน เป็นต้น
. เคาน์เตอร์บาร์ : การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ทีจำเป็นบริเวณด้านหน้าและด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ เป็นต้น
. การติดตั้งห้องครัว: ถ้าจำหน่ายอาหาร ถึงแม้จะเป็นอาหารแบบง่ายๆ ก็อาจจะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องครัวแบบง่ายๆ เช่น เตาอบ ตู้เย็น เป็นต้น
. การตกแต่ง: ค่าออกแบบ ค่าก่อสร้าง ป้ายชื่อร้าน ไฟฟ้า ของตกแต่ง เป็นต้น
. การซื้อวัตถุดิบเข้าร้านครั้งแรก: เมล็ดกาแฟ น้ำตาล นมสด กระดาษทิชชู่ ถ้วยกาแฟแบบใช้แล้วทิ้ง (take away) เป็นต้น

*เงินหมุนเวียนในช่วง 3-6 เดือน = (ค่าใช้จ่ายพนักงาน + ค่าเช่าร้าน + ค่าน้ำ + ค่าไฟ + + วัตถุดิบต่างๆ เช่น เมล็ดกาแฟ)x 3-6 เดือน
. ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน : เจ้าของร้าน เงินเดือนพนักงาน เงินประกันสุขภาพ
. ค่าเช่าร้าน: ค่าเช่าแต่ละเดือน
. ค่าสาธารณูปโภค: ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ การจดการตางๆ เป็นต้น
. ค่าใช้จายด้านวัตถุดิบต่างๆ: เมล็ดกา*ฟ นมสด เนย น้ำตาล ขนมเค้ก เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญโดยส่วนใหญ่จะแนะนำว่า ที่ต้องเตรียมเงินหมุนในช่วง 3-6 เดือนเอาได้ด้วย ก็เนื่องจากร้านกาแฟโดย ทั่วไปจะต้องเปิดกิจการเกินครึ่งปีเสียก่อน จึงจะดูออกว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ดังนั้นก่อนเปิดร้านจึงต้องมี แผนการที่จะพยุงสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกเอาไว้ด้วย ถ้าไม่มีลูกค้า ไม่มีรายได้ แต่ร้านแห่งนี้ก็ยัง สามารถจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของร้านได้

*โจวเวินเผย รองกรรมการผู้จัดการของกาแฟอิลลี่ประเมินว่า โดยทั่วไปแล้ว คนทีเตรียมเงินทุนไว้ 1500,000 หยวนถึง (1 หยวน ประมาณ 5 บาท) - 4,000,000 หยวนจะสามารถเปิดร้านกาแฟที่มีคุณภาพไจ้ ถ้าเงินลงทุนเกิน 4,000,000 หยวน ระยะเวลาในการคืนทุนก็จะ ยืดออกไปอีก ซึ่งเจ้าของกิจการจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดและประเมินดูว่าตัวเองมีเงินทุนและความอดทนเพียงพอหรือ ไม่ที่จะดำเนินกิจการต่อไปในระยะยาว และรอจนกระทั่งได้เงินทุนคืน

*กัวอวี้หยูเจ้าของร้านกาแฟสไตล์อิตาลีข่าว่าลี่อาศัยประสบการณ์การเป็นพนักงานบวิการในบริษัทครีเอชั่นฟู้ดและในร้านกาแฟที่มีขนาดแตกต่างกัน จึงเข้าใจเรื่องการใช้ เงินลงทุนในแต่ละร้านและสรุปว่า ภายใต้พื้นที่ที่แน่นอน โดยส่วนใหญ่จะสามารถรักษาขอบเขตของเงินทุนให้คงที่ได้ ซึงเราสามารถนำการประเมินแบบง่ายที่สุดนี้มาประเมินเงินลงทุนที ต่ำที่สุดในการเปิดร้านได้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็คำนวณจากการตกแต่งและการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ แต่เงินลงทุนที่แท้จริงนั้นจะไปอยู่ที่รูปแบบของร้านเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากฟวนของการตกแต่งเป็นปัจจัย ที่มีผลต่อเงินลงทุนมากที่สุด ดังนั้นบ้านที่มีขนาดเท่ากัน บางคนอาจจะตกแต่งไป 400,000 หยวน แต่บางคนกลับใช้ไปถึง 2,000,000 หยวน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของร้าน

10-15 ตารางเมตร ประมาณ 1,000,000 หยวน - 1 500,000 หยวน
15-30 ตารางเมตร ประมาณ 1,500,000 หยวน - 2,000,000 หยวน
30-45 ตารางเมตร ประมาณ 2,000,000 หยวน - 2,500,000 หยวน


ที่มา หนังสือคู่มือการเปิดร้านกาแฟฉบับสมบรูณ์