2553-08-03

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเช่าสถานที่เพื่อเปิดร้านกาแฟ

ร้านกาแฟ
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเช่าสถานที่เพื่อเปิดร้านกาแฟ
ก่อนการตัดสินใจเช่าสถานที่เพื่อเปิดร้านกาแฟมีสิ่งที่เราต้องใส่ใจมากๆหลายอย่าง อย่างเช่นสำรวจบริเวณรอบๆทำเลที่เราตัดสินใจ การวิเคราะห์ประเมินที่ตั้ง การดูกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย พีจารณาเรื่องความสะดวกในการเดินทาง ร้านแห่งนี้มีแผนการอะไรหรือเปล่า จะมีโครงการปรับเปลี่ยน
หรือเวนคืนหรือไม่ ทำความเข้าใจเรืองข้อตกลงในการเช่าหรือจะลองเจรจากับเจ้าของให้ลดค่าเช่าลงอีกได้หรือไม่ หรืออาจจะลดจำนวนเงินลงทุน แต่ใช้วิธีเพิ่มระยะเวลาในการกู้ยืมแทน เจ้าของกิจการโดยส่วนใหญ่จะแนะนำผู้ประกอบการรายใหม่ว่า ช่วงแรกของการทำกิจการอย่าเพิ่งเช่าในระยะยาว ควรทำสัญญาเพียง1ปีก่อน รอให้มีแนวทางในการดำเนินกิจการหรือคืนทุนเสียก่อน แล้วค่อยต่อสัญญาเช่าในระยะยาวก็ได้

เพราะว่ากำไรในการเปิดร้านกาแฟนั้นไม่ได้มากมายอะไร ระยะเวลาคืนทุน อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย1-5 ปีก็ได้ เพราะแค่เริ่มต้นก็ลงทุนก็ต้องเสียค่าออกแบบตกแต่งร้านไป เป็นจำนวนมาก ทำกิจการไป3-5 ปี ก็คงจะยังไม่ได้ต้นทุนคืน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ หลังจากเช่าไป 1-2 ปีแล้วเจ้าของไม่ให้เช่าต่อ ยังไม่ทันได้ทุนคืน ก็ขาดทุนไปกับค่าตกแต่งเสียแล้ว เจ้าของร้านกาแฟส่วนใหญ่จึงแนะนำผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ว่า หากเช่าไม่ถึง 5 ปี ทางที่ดีก็อย่ารีบเปิดร้านกาแฟ ถ้าเจ้าของทีไม่ยอมให้เช่าถึง 5 ปีอย่างน้อยก็ต้องเช่าสัก 3 ปี

ข้อควรระวังเป็นพิเศษในด้านอื่นๆ อีก เช่น

1. เปรียบเทียบค่าเช่ากับบริเวณใกล้เคียงกันก่อนว่าค่าเช่า แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
การยอมรับค่าเช่าที่สูงลิบเพียงเพราะต้องการจะเปิดร้าน ในอนาคตมันจะกลายเป็นความกดดันในการประกอบ กิจการก็เป็นได้

2. ไม่ว่าจะจดทะเบียนพาณิชย์หรือจดทะเบียนเป็นบริษัท ก็ต้องมีที่อยู่ของที่ตั้งนั้นๆ ตอนที่ตัดสินใจเช่าบ้านจะต้องขอให้ทะเบียนบ้านจากเจ้าของที่ และหลังจากได้รับหนังสือยินยอนจากเจ้าของว่าให้จัดตั้งบริษัทหรือจดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ก็เซ็นต์สัญญากับเจ้าของที่ อย่าเซ็นต์สัญญาแล้วค่อยจัด
ตั้งบริษัททีหลังเป็นอันขาด เพราะจะไมสามารถยกเลิกการเช่าและต้องฝืนใจทำกิจการต่อไป

3. หากเปิดร้านกาแฟ ร้านแห่งนี้ถูกต้องตามกฎการจดทะเบียนหรือไม่ เช่นการใช้ที่ดินและการก่อสร้าง รวมถึงเรื่เงความปลอดภัย เป็นต้น
4. สอบถามให้ชัดเจนว่าคนที่ให้เช่าเป็นเจ้าของเองหรีอเปล่า ต้องรู้ก่อนว่าคนที่เซ็นต์สัญญามีสิทธิ์ในการครอบครองจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเช็นต์สัญญาและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วแล้วจึงพบว่าเจ้าของเป็นอีกคน
5. ต้องบอกให้เจ้าของรู้ว่าคุณมีความคิดที่จะทำกิจการในระยะยาว และต้องเข้าใจแนวคิดในการให้เช่าของเจ้าของด้วย เช่นว่าเจ้าของมีความกดดันเรื่องการเงินหรือเปลา ต้องการให้เช่าในระยะยาวหรือไม่ หรือว่าหากได้ราคาดีก็คิดจะขายทิ้งไป สิ่งที่กลัวที่สุดในการทำการค้าก็คือ ลงทุนจ่ายค่าเช่าไปแล้วเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อทำการค้าไปได้ 1-2 ปี เจ้าของกลับต้องการขอคืนห้องเพื่อขายทิ้ง ในตอนนั้นคุณอาจจะยังไม่ได้ค่าตกแต่งและเงินลงทุนในช่วงแรกคืนเสียด้วยซ้ำ และต้อง
เริ่มต้นใหม่ การหาเจ้าของที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเจ้าของที่ดีจะสนับสนุนความคิดของคุณในการประกอบกิจการระยะยาว

6. เวลาเซ็นต์สัญญาจะต้องระบุให้ชัดเจนถึงการปรับค่าเช่าในแต่ละปีรวมถึงความต่อเนื่องของสัญญา โดยเฉพาะเรื่องร้าน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นว่า หลังจากสร้างรายได้ได้แล้วเจ้าของที่กลับอิจฉา เมื่อครบกำหนดชำระค่าเช่าจึงถือโอกาสขึ้นราคา หากเจอเจ้าของที่เมื่อครบกำหนดแล้วปรับราคาขึ้น อาจจะมีทางเลือกอยู่สองทางคือ หนึ่งยอมกัดฟันจ่ายค่าเช่าเพิ่ม สองคือหาร้านแห่งใหม่ สร้างห้องครัวใหม่ หากเป็นเช่นนั้นเวลาที่ใช้ใปกับการลงทุนและเงินที่ใช้ไปกับการตกแต่งร้าน ในช่วงแรกก็เท่ากับว่าต้องละลายไปกับน้ำเพราะฉะนั้นตอนทำสัญญาเช่าต้องระบุแน่ชัดในสัญญาให้ชัดเจนว่า ค่าเช่า เป็นเท่าใด ระยะเวลาคงที่เท่าใด ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในข้อตกลงเรื่องการปรับเพิ่มค่าเช่า
7. ปัญหาด้านกฎหมาย จะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน การเซ็นต์สัญญาเช่ากับเจ้าของนั้นตัวอย่างหนังสือสัญญาเช่าสำเร็จรูปนั้น รัฐบาลได้ตีพิมพ์เป็นตัวอย่างไว้ด้วย หรืออาจจะเข้าไปดูตัวอย่างในอินเตอร็เนทใด้ หรือดูจากเว็บใซต์ต่างๆได้ หากข้อตกลงบางเรื่องไม่มีอยู่ในสัญญาสำเร็จรูป ก็ควรจะระบุเพื่อลงใปให้ชัดเจน ไว้ตอนเช็นต์สัญญาด้วย

8. หากต้องซ่อมแทรกห้องเช่า ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย หรือในอนาคตตอนคืนห้องจะต้องทำให้กลับฟูสภาพเดิมหรือไม่ หากจะต้องคืนในสภาพเดิมก็ควรถ่ายรูปและเก็บรักษาไว้ในที่ที่หาเจอ เพื่อไม่ให้ตีความขัดแย้งกันในภายหลัง

ข้อควรระวังในการแบ่งเช่าหรือหักส่วนแบ่ง
ร้านกาแฟ อาจจะตั้งอยู่ในย่านธุรกีจอย่างเช่นห้างสรรพสินค้า ร้านหนังสือ โรงพยาบาล ตึกสำนักงานหรือสวนวิทยาศาสตร์ก็ใด้ อาจจะแบ่งเช่าจากร้านอื่น หรือจะใช้วธีหักส่วนแบ่งเอาก็ได้เช่นกัน

ข้อควรระวังในการแบ่งนขาจากร้านอื่น
1. ต้องคุยกับเจ้าของใหญ่โดยตรง เพื่อหลีกเลียงการคุยกับเจ้าของคนรอง เพราะค่าเช่าอาจจะค่อนข้างแพง ภายหลังหากมีความขัดแย้งเรืองค่าเช่าจะจัดการได้ยาก

2 ธุรกิจที่เหมาะจะไปร่วมกิจการกับร้านกาแฟ ต้องมีลักษณะที่เงียบสงบพอๆ กัน เช่นธุรกิจเกี่ยวกับศิลปะ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า เป็นต้น กิจการที่มีเสียงดังอึกทึกอย่างส่วนสนุกนั้นไม่
ควรอย่างยิ่ง ถ้าบ้านที่ไปร่วมด้วยเป็นร้านอาหารก็ต้องระวังว่าต้องไม่ขายอาหารที่มีกลิ่นแรง อย่างเช่นพวกเต้าเจี้ยวก็ดูจะไม่เหมาะกับร้านกาแฟนักหากใช้วิธีการหักส่วนแบ่ง จะต้องระวังว่า

1. ส่วนแบ่งทีหักนั้นต้องไม่มากจนเกินไป โดยทั่วไปแล้วการหักส่วนแบ่งจะหักประมาณ 20%ของผลประกอบการ

2. เนื่องจากฟวนแบ่งที่เจ้าของได้รับเท่ากับค่าเช่าและค่าใช้จ่ายจุกจิกอกมากมาย จะต้องระมัดระวังว่าส่วนแบ่งนั้นรวม ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ ด้วยหรือไม่ไม่เช่นนั้นต้นทุนที่สูงเกีนไปอาจจะทำให้ไม่ใด้กำไรจากการเปิดร้านกาแฟก็เป็นได้

2553-07-20

ขายกาแฟโบราณ

กาแฟโบราณ

ขาย กาแฟ โบราณ
กาแฟโบราณ ที่เราเห็นตามสองข้างทาง ทั้งที่เปิดเป็นร้าน หรือใช้รถพ่วงข้าง ดัดแปลงเป็นร้านกาแฟเคลื่อนที่ เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เพราะกาแฟโบราณนั้นขายดี ใครๆก็นิยมดื่ม ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันนี้ คนไทยดื่มกาแฟกันมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน วันนี้ขอเสนออีกทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการที่มีต้องการอยากเปิดร้านกาแฟโบราณ ข้อดีคือใช้ทุนน้อย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือพื้นที่ในการค้าขายที่ใหญ่โตนัก การดัดแปลงรถพร้อมหลังคา หรือ มีหน้าร้าน หน้าบ้านที่สามารถตั้งเคาน์เตอร์หรือ ตั้งโต๊ะตู้ก็ได้

อุปกรณ์การขายโบราณ ก็ไม่ได้มีมากมาย หลักๆก็มีดังนี้
1.สถานที่จะเปิดร้าน อาจจะใช้รถพ่วง หรือ เค้าน์เตอร์ หรือโต๊ะกาแฟตั้งขายก็ได้
2. หัวเตาแก๊ส พร้อมถังแก๊ส อุปกรณ์ 1 ชุด
3. หม้อต้มกาแฟ 1 ใบ
4. กระป๋องชงถ่ายชา 1 กาแฟ 4 ใบ
5. กระบวยตักน้ำร้อน
6. ถุงชงชา-กาแฟ
7. ถ้วยชงชา-กาแฟ
8. ช้อนชงชา
9. ทีเปิดกระป๋องนม
10. ที่จุดเตาแก๊ส 1 อัน
11. ภาชนะใส่ชา-กาแฟ-น้ำตาล ให้แลดูสะอาดสวยงาม

วัติถุดิบในการทำกาแฟโบราณ
1. กาแฟโบราณยี่ห้อต่างๆ 1 กล่อง
2. ชา 1 ถุงใหญ่
3.โอวัลติน 1 กล่อง
4. นมข้นจืดหรือนมสดมะลิ 2 กระป๋อง
5. นมข้นหวานมะลิ 2 กระป๋อง
6.น้ำหวานเฮลซ์บลูบอย สี เขียว-แดง 2 ขวด
7. น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
8. ไข่ไก่ สำหรับทำไข่ลวก

**สูตรกาแฟโบราณแบบต่างๆ
1.สูตรกาแฟร้อน
ส่วนผสม
กาแฟชง ¾ แก้วชง
นมข้นหวาน 3 ช้อนชา
นมสด 1 ช้อนชา

วิธีการชง
กาแฟที่จะชงคือ กาแฟในถุงชงเตรียมไว้ และแช่อยู่ในกระป๋องสำหรับชงถ่าย ก่อนการชงควรลวกแก้วกาแฟก่อน 1 ครั้งเพื่อไม่ให้กาแฟเสียรสชาติ หลังจากลวกแก้วแล้ว ใส่นมข้นหวานลงไป 3 ช้อนชา + นมสด 1 ช้อนชา และไม่ต้องคน จากนั้นค่อยนำกาแฟจากกระป๋องถ่ายมาเทใส่ลงไป ให้ค่อนแก้วหรือประมาณ ¾ แก้ว เสิร์ฟร้อนๆ ให้ลูกค้าคนกาแฟเองก่อนดื่ม จะอร่อย

2.กาแฟเย็น
ส่วนผสม
1. กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำร้อน 1 กระบวย
2. นมขนหวาน 3 ช้อนชา
3. นมสด ช้อนชา
4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
5.นมสดสำหรับดรยหน้า 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการชง
การชงกาแฟเย็นจะใช้ส่วนผสม อัตราส่วน กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้อร้อน 1 กระบวย กาแฟเย็น 1 แก้วอาจจะใช้กาแฟ 2-3 ช้อนโต๊ะเพื่อให้ความเข้มข้นมาก
หรือถ้าต้องการให้กาแฟอ่อนลงหน่อย ก็สามารถเพิ่มน้ำขึ้นไปอีก
เทคนิคที่ไม่ควรมองข้ามคือ น้ำประปาที่นำมาต้มต้องผ่านเครื่องกรองน้ำทุกครั้ง ถ้าไม่มี

3.โอเลี้ยง
ส่วนผสม
กาแฟ 1/2 แก้ว
น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำแข็ง

วิธีทำโอเลี้ยง
ใส่น้ำตาลทรายลงในแก้ว 3 ช้อนโต๊ะ เทกาแฟจากหม้อถ่ายลงไปครึ่งแก้ว
จากนั้นให้เติมน้ำร้อนลงไปให้ได้ค่อนแก้ว 3/4 แก้วคนๆให้เข้ากันและเทใส่ถุงที่บรรจุน้ำแข็งหรือแก้วโอเลี้ยง ถ้าหากทำโอเลี้ยงยกล้อก็เพียงแค่เติมนมสดลงไป

4.โอวัลตินเย็น
ส่วนผสม
โอวัลติน 2 ช้อนชา
นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
นมสด 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำร้อน 1/2 แก้ว
น้ำแข็ง

วิธีทำ
นำโอวัลตินและส่วนผสมอื่นๆ ยกเว้นน้ำแข้งใส่แก้ว แล้วเทน้ำร้อนใส่ คนๆให้เข้ากัน
เทใส่น้ำแข็ง เติมนมสดโรยหน้า

5.โอวัลตินร้อน
ส่วนผสม
โอวัลติน 2 ช้อนชา
นมข้นหวาน 3 ช้อนขา
นมสด 1 ช้อนชา
น้ำร้อน ครึ่งแก้ว

วิธีทำ
ใส่โอวัลตินลงในแก้ว เทน้ำร้อน ½ แก้วไปคนๆให้โอวัลตินละลาย ใส่นมข้นหวาน 3 ช้อนชาลงไป
เติมนมสด 1 ช้อนชา ไม่ต้องคน ยกเสิร์ฟ ให้ลูกค้าคนเอง

6.ชาเย็น
ส่วนผสม
ชา 1ช้อนโต๊ะ
นมข้นหวาน 3 ช้อนชา
นมสด 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ชงชาก่อนโดยใช้อัตราส่วน ชา 1 ช้อนโต๊ะ/น้ำร้อน 1 กระบวย จากนั้น
2.ใส่นมข้นหวานลงไปในแก้ว น้ำตาลทราย พร้อมกับนมสด จากนั้น เทน้ำชาที่ชงไว้ใส่ลงไป คนให้เข้ากัน
3. เทใส่น้ำแข็ง เติมนมสดโรยหน้า เพิ่มความหอมมัน

7.ชาร้อน
ส่วนผสม
ชา 1 ช้อนโต๊ะ
นมข้นหวาน 3 ข้อนขา
นมสด 1 ช้อน

วิธีทำ
1. ชงชาก่อนโดยใช้อัตราส่วน ชา 1 ช้อนโต๊ะ/น้ำร้อน 1 กระบวย
2.ใส่นมข้นหวาน นมสดลงไป
3.เทน้ำชาที่เตรียมไว้ลงไป 3/4 แก้ว

8.ชาดำเย็น
ส่วนผสม
ชาที่ชงแล้ว 3/4 แก้ว
น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำแข็ง

วิธีทำ
1.ใส่น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำชาร้อนที่เตรียมไว้ 3/4 แก้ว คนๆให้เข้ากัน
2. เทใส่แก้วหรือถุงที่ใส่น้ำแข็งเตรียมไว้

9.นมเย็น
ส่วนผสม
น้ำหวานเฮลซ์บลูบอยกลิ่นสละ 2 ช้อนโต๊ะ
นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
นมสด 1 ช้อนชา
นมสดสำหรัยโรยหน้า
น้ำแข็ง

วิธีทำ
1. น้ำหวานเฮลซ์บลูบอยกลิ่นสละเทใส่แก้วเตรียมไว้ชง 2 ช้อนโต๊ะ
2. ตามด้วยนมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะตามด้วยนมสด 1 ช้อนชา
3. เทน้ำร้อนตามลงไป 3/4 แก้ว คนให้เข้ากัน เทใส่น้ำแข็ง โรงนมสด

10.โอยั๊วะ
ส่วนผสม
กาแฟ 1/2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
เดิมน้ำร้อนด่อนแก้ว (ให้ลูกค้าคนเอง)

วิธีทำ
1. ใส่น้ำตาลทราย 2 ซ้อนโต๊ะลงไป
2. ใส่กาแฟลงไป ให้ลูกค้าคนเอง

***ไข่ลวก
ไข่ลวกเป็นส่วนที่ ขาดไม่ได้ในการกินกาแฟโบราณ เพื่อเพิ่มรสชาติ ดื่มกาแฟตอนเช้าๆร่วมกับไข่ลวกดูจะเข้ากันได้ดี

วิธีทำไข่ลวก
1. นำไข่ไก่ใส่ลงไปในหม้อ แล้วเทน้ำร้อนเดือดให้ท่วมฟองไข่ ปิดฝา 5 นาที ถ้าลูกค้าสั่งไข่แบบไม่สุกให้ลวกแค่้เวลา 3 นาที
2. ต่อยไข่ใส่แก้ว ใช้ช้อนตักไข่ขาวออกมาด้วย เสิร์ฟพร้อมกับ ซอสแม็กกี้ เกลือป่น พริกไทยป่น ให้ลูกค้าปรุงเองตามชอบใจ

2553-07-09

พฤติกรรมการดื่มกาแฟของชาว กทม.


พฤติกรรมการดื่มกาแฟของชาว กทม.
จากข้อมูล บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สำรวจพฤติกรรมการดี่มกาเเฟของคนกรุงเทพฯ จากจำนวน 356 คน โดยแยกชาย 169 คน หรือร้อยละ 47.74 % และผุ้หญิง 487 คน หรือคิดเป็น 52.53 % พบว่า ผู้ชายดื่มกาแฟมากก่วาผู้หญิง
โดยผู้ชายร้อยละ 42.11 1 ดื่มกาแฟเป็นประจำ และร้อยละ 57.89 % ดื่มบ้างเป็นบางคราว
ส่วนผู้หญิงที่ดื่มเป้นประจำคิดเพียง ร้อยละ 32.43 และอีกร้อยละ 67.57 ดื่มบ้างเป็นบางครั้ง กาแฟที่ดี่ม79.87 % เป็นกาแฟร้อน เหตุผลหลักคือแก้ง่วง และเพื่อความสดชื่น ส่วนประเภทของกาแฟที่คนกรุงเทพฯ เลือกดื่มเป็นอันดับแรกคือ กาแฟขวด คิดเป็นร้อยละ 66.19 % รองลงมาคีอ กาแฟสำเร็จรูปบรรจุกระป๋องร้อยละ 18.29 % กาแฟซองรอยละ 9.04 และกาแฟถุงร้อยละ 6.48 และปริมาณที่คน กทม.ดื่ม/วัน คือ 1.56 แก้ว/วัน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วเป็นผู้ชายที่ดื่มมากกว่าผู้หญิง

คนกรุงเทพฯ 57.16 % ดื่มกาแฟเฉลี่ย 1 แก้ว และ 36.18 % ดื่มวันละ 2 แก้ว ส่วนที่ดื่ม 3-4 แก้ว/วัน คิดเป็น 3.33 %

ส่วนเรื่องของรสชาติของกาแฟที่คน กรุงเทพฯเลือกดื่มคือ รสมันและเข้มข้น คิดเป็น 35.99 % ,กาแฟรสขม 25.17 % ,กาแฟรสอ่อน 18.78 % ,รสหวาน 10.74 %, รสหวานนิดๆ อีก 9.32 %
โดยผู้ชายจะนิยมรสมันเข้มข้นเป็นอันดับ 1 และรสขมรองลงมา ส่วนผู้หญิงจะชอบ จะชอบรสมันและเข้มข้น เป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นรสอ่อนและรสหวาน
พฤติกรรมการดื่มการแฟของคนกรุงเทพฯ ในวันทำงานและวันหยุดจะแตกต่างกันไป คือในวันทำงาน ร้อย 44.00 % ดื่มกาแฟพร้อมอาหารเช้า อีก 22.99 % จะดื่มกาแฟในช่วงบ่าย และร้อยละ 11.38 % ดื่มกาแฟในช่วงก่อนอาหารกลางวัน

แต่ในช่วงวันหยุด 36.03 % ดื่มกาแฟไม่เป็นเวลา ,34.41 % ยังคงดื่มพร้อมอาหารเช้า
พฤติกรรมการดื่มกาแฟของชาวกรุงเทพฯเปรียบเทียบจากในอดีต พบว่า คนกรุงเทพฯดื่มกาแฟมากขึ้น สถานที่คนกรุงเทพฯเลือกจะไปดื่มกาแฟ ร้อยละ 54.37 % ดื่มกาแฟในที่ทำงาน ,32.05
% ดื่มจากที่บ้าน และนิยมดื่มตามห้างสรรพสินค้า 10.53 % ,ดื่มจากมินิมาร์ท 5.26 %
และสิ่งที่ชาวกรุงเทพฯ อยากให้ผู้ผลิตกาแฟ แลพร้านขายกาแฟปรับปรุงคือ เรื่องของ คุณภาพ ราคา และ รสชาติของกาแฟ